Support
INLGoodHealth.com
089-6873368
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “แคลเซียม”

sukawattana | 20-10-2553 | เปิดดู 8906 | ความคิดเห็น 1

 

                แคลเซียมจัดเป็นสารอาหารรองประเภทเกลือแร่ ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณที่มากกว่าสารอาหารรองชนิดอื่นๆ ในร่างกายมนุษย์มีแคลเซียมอยู่ประมาณ 1.5 - 2% ของน้ำหนักตัวโดยรวมในวัยผู้ใหญ่ แคลเซียมพบมากในกระดูกและฟันคิดเป็น 99%  ของแคลเซียมทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะอยู่ในเซลล์ประสาท เนื้อเยื่อของร่างกาย เลือดและของเหลวอื่นๆ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป รักษาสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย ช่วยให้เลือดแข็งตัวจากการเกิดบาดแผลและทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานเป็นปกติ จะเห็นได้ว่าแคลเซียมมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการรับประทานแคลเซียมเท่าที่ควร ที่สำคัญยังได้รับแคลเซียมต่อวันต่ำกว่าระดับที่ควรได้รับ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับกลุ่มที่มีความต้องการมากที่สุด ได้แก่ ทารก วัยเด็ก

สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และผู้สูงอายุ เมื่อร่างกายขาดแคลเซียมก็จะดึงแคลเซียมจากกระดูกออกมาทดแทนส่วนที่ขาด ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง บางลงเรื่อยๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักง่ายตามมา แม้ถูกกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย

 ดังนั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอในแต่ละวัน จึงต้องมีการเติมหรือรับประทานแคลเซียมเสริมเข้าไปทุกวัน วันละประมาณ 800 – 1,500 มิลลิกรัม หรืออย่างน้อยที่สุด 800 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแคลเซียมที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีจะอยู่ในรูปของแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมๆ ได้ถึง 40 % ข้อแนะนำในการรับประทานแคลเซียมนี้ ใช้ได้ทั้งในวัยเด็กเพื่อให้เป็นรากฐานของการมีสุขภาพดี และในวัยผู้ใหญ่เพื่อชะลอกระบวนการที่ก่อให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับกระดูก

 

 แคลเซียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

                เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหาร กรดในกระเพาะอาหารจะทำให้แคลเซียมแตกตัวได้ดีและดูดซึมได้ง่ายขึ้น ปกติร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้ประมาณร้อยละ 20-40 จากนั้นแคลเซียมจะเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตไปยังอวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่กระดูกและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ โดยทั่วไปแคลเซียมจะผ่านเข้าออกจากกระดูกวันละประมาณ 700 มิลลิกรัม ซึ่งแคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกพร้อมกับขบวนการละลายกระดูก (Resorption) และเสริมเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่ (Formation) ตลอดเวลา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวขึ้นอยู่กับภาวะโภชนาการ ปริมาณแคลเซียม ความสมดุลของร่างกายและวัย โดยปกติร่างกายจะพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้เป็นปกติ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้ ในกรณีที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ร่างกายจะพยายามรักษาสมดุลโดยการละลายแคลเซียมในกระดูกมาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้แคลเซียมในกระดูกค่อยๆ ลดลงจนอาจก่อให้เกิดปัญหากับร่างกายตามมา จากการศึกษาพบว่าการสะสมแคลเซียมของร่างกายมนุษย์นั้น เริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียมในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้

·        เด็กแรกเกิด - 9 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียม ได้ 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน

·        เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียม ได้ 100-150 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน

·        ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสมแคลเซียม ได้ 200-400 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน

·         ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียม ได้ 50-100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน

·         ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียม ได้ 0 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ซึ่งหมายความว่า หลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสมแคลเซียมอีกต่อไป จึงต้องมีการเติมแคลเซียมให้ร่างกายเพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก

                 ความต้องการแคลเซียมของคนแต่ละวัย

·        หญิงตั้งครรภ์ จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมมากกว่าคนธรรมดาเป็นพิเศษ เนื่องจากจะต้องถ่ายทอดแร่ธาตุดังกล่าวสู่ลูกเพื่อการพัฒนาโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะขาดแคลน แคลเซียม ถ้าไม่สามารถบริโภคอาหารที่ให้ปริมาณแคลเซียมได้เพียงพอต่อทั้งแม่และลูกได้ บ่อยครั้งจึงพบว่าหญิงมีครรภ์จะมีอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ที่พบบ่อยคือ บริเวณน่อง โดยจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเดินมาก อันเป็นผลมากจากการขาดแคลเซียมนั่นเอง จากการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์เป็นตระคริวถึงร้อยละ 26.8 และส่วนใหญ่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 25 สัปดาห์ และอาการดีขึ้นได้อย่างชัดเจนหากได้รับการเสริมแคลเซียม ดังนั้นแคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นยิ่งต่อสภาวะการตั้งครรภ์ เพราะนอกจากจะช่วยให้พัฒนาการเติบโตของทารกในครรภ์เป็นปกติแล้ว ยังมีส่วนช่วยรักษาเสถียรสภาพความหนาแน่นกระดูกในแม่ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกระดูกหรือโรคกระดูกพรุนในภายหลังได้

·        วัยเด็ก เด็กๆ ต้องการแคลเซียมมากกว่าวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ เพื่อนำมาเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูกและฟัน และส่วนอื่นๆ เพื่อใช้เป็นโครงสร้างของร่างกาย โดยการสะสมแคลเซียมในเด็กที่หัดพูดจะช้าแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งจากการศึกษาพบว่าถ้าปริมาณแคลเซียมในร่างกายเด็กต่ำจะทำให้ขบวนการสะสมเกลือแร่ในกระดูกและความหนาแน่นของกระดูกต่ำเป็นผลให้เกิดโรคกระดูกอ่อนหรือโรคกระดูกค่อมงอได้ โดยเด็กจะมีอาการเหงื่อออกบริเวณศีรษะมากเกินไป การนั่ง คลาน เดิน ทำได้ช้า นอนไม่หลับ กระดูกขาของเด็กที่ได้รับ แคลเซียมไม่เพียงพอเมื่อรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุเป็นผลให้ขาโก่ง กระดูกซี่โครงโค้งงอ กระดูกเชิงกรานมีรูปร่างผิดปกติ ซึ่งอาการนี้เมื่อเกิดขึ้นกับเด็กแล้วไม่สามารถรักษาให้หายคืนปกติได้ นอกจากจะทำการผ่าตัดใหญ่เท่านั้น สิ่งที่สำคัญของช่วงอายุนี้ คือ การพัฒนารูปแบบการบริโภคให้สอดคล้องกับระดับแคลเซียมที่ร่างกายต้องการให้เพียงพอ เพื่อพัฒนาความหนาแน่นของกระดูกให้การเติบโตของเด็กเป็นปกติอีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกในช่วงต่อไปของชีวิตได้

·        วัยหนุ่มสาว จากการศึกษาวิจัยแสดงว่า ช่วงอายุ 11-24 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายดำเนินขบวนการก่อรูปกระดูก โดยถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ต่ำกว่าร่างกายต้องการจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ซึ่งถ้าขาดอย่างร้ายแรงจะก่อให้เกิดโรคกระดูกอ่อน มีอาการเจ็บกระดูก เจ็บกล้ามเนื้อ และเมื่อประสบกับการกระดูกหัก กระดูกจะสมานให้เหมือนเดิมได้ช้า สิ่งสำคัญ คือ การรักษาระดับการบริโภคอาหารให้สอดคล้องกับระดับแคลเซียมที่ต้องการเพื่อป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูก ถ้าจะต้องมีการสูญเสียไปในภายหลังของช่วงชีวิต โดยถ้าเราได้รับแคลเซียมตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือกลางคนอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง อายุการสึก หรือผุกร่อนตามธรรมชาติก็จะยืดออกไปได้นานกว่าคนที่อยู่ในวัยเดียวกันที่บริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอในวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว

·        วัยสูงอายุ คนเราปกติจะมีโอกาสสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกเมื่อเรามีอายุมากขึ้น เพราะว่าเมื่ออายุเกินกว่า 30 ปีแล้ว ร่างกายจะไม่สะสมแคลเซียมอีกต่อไป โอกาสเผชิญกับโรคเกี่ยวกับกระดูกจะสูงถ้าร่างกายไม่ได้รับ แคลเซียมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งการศึกษาพบว่าร่างกายจะสูญเสียกระดูกในช่วงประมาณ 5-6 ปีแรกหลังจากหมดประจำเดือน เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมน Estrogens และประสิทธิภาพในการสร้าง Vitamin D ก็ลดลงตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มจะเป็นโรคกระดูกพรุนสูง โดยเป็นโรคที่เป็นผลมาจากการขาดแคลนแคลเซียม ซึ่งบางครั้งอาจทำให้กระดูกหักได้เนื่องจากแบกรับน้ำหนักตัวไม่ไหว และในกรณีที่ร้ายแรงจะก่อผลเสียต่อกระดูกสันหลัง กระดูกต้นขา และกระดูกแขนท่อนนอกได้อีกด้วย โดยโรคดังกล่าวจะไม่แสดงอาการใดๆ ให้ทราบเลยจนกว่าจะมีอาการกระดูกหัก ดังนั้นคนในวัยสูงอายุที่มีการเสริมแคลเซียมให้กับกระดูกอย่างเพียงพอจะช่วยยับยั้งการสูญเสียกระดูกในช่วงนี้ได้ การเผชิญกับการผุกร่อนของกระดูกจะน้อยลง ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับโรคที่เกี่ยวกับกระดูกเมื่อย่างเข้าสู่วัยทองก็น้อยลง หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน

·        เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

·        วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

·        ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

·        หญิงมีครรภ์ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

·        หญิงให้นมบุตร ควรได้รับ 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

·        ผู้ป่วยกระดูกหัก ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

 

ที่มา : healthdd.com

เรียบเรียงโดย : inlgoodhealth

เอกสารอ้างอิง (Reference)

·        International Osteoporosis Foundation website : www.osteofound.org

·        USDA Agricultural Research Service, Nutrient Data Laboratory : http://www.nal.usda.gov/fnic/foodcomp/Data/

·        Zemel, B. Michael, Calcium Modulation of Hypertension and Obesity: Mechanisms and Implications, Journal of the American Colleage of Nutrition, Vol. 20, No. 5, 428S – 435S (2001)

·        WHO Child and Adolescent Health and Development : http://www.who.int/child-adolescent-health/

McCarron & Reusser (1999) Finding Consensus in the Dietary Calcium-Blood Pressure Debate: Journal of the American College of Nutrition, Vol. 18, No. 90005, 398S-405S (1999)

 

ความคิดเห็น

วันที่: 22-05-2019

แสดงความคิดเห็น
All Comments: 1 Pages: 1/1
guest

22/10/2010 14:29 Post : 22/10/2010 14:29

ต้องทาน INL Calcium นะคะ เพราะผู้ใช้ทุกรายพึงพอใจในผลที่ได้ค่ะ กรณีที่คุณไม่ได้เป็นเบาหวานแต่ต้องการทานเพื่อเสริมแคลเซียมในส่วนที่ขาดหายไป ตัวนี้ดีมากๆ เลยนะคะ เพราะผู้ใช้ของเราบางท่านเป็นโรคกระดูก ปวดตามข้อและเหน็บชา ทานแล้วดีขึ้นภายใน 1 เดือนค่ะ ถ้าคุณสนใจสินค้าหรือต้องการข้อมูลเพิ่ม ก็โทรติดต่อได้นะคะ ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

Quote

1